โลกียอภิญญาแห่งกสิณ

ตอน ครูผู้ฝึกสมถกรรมฐาน แนว กสิณ 10

 

 โดย พงศ์วุธ (ศิษย์อุบาสิกา พิมพา ทองเกลา)

Email : cpongwuth@yahoo.com

http://www.websamba.com/kasin

 

วัดกำแพงบางจาก                 

                   ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2530  ผมได้พบและฝึกปฏิบัติสมถกรรมฐานแนวกสิณ 10 กับ อุบาสิกา พิมพา ทองเกลา ที่กุฏิฝึกกรรมฐานประชาชื่น  วัดกำแพงบางจาก แขวงปากคลอง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร   

                   อุบาสิกาพิมพา ทองเกลา ได้ศึกษาพระอภิธรรมปิฎก มีความรู้ และได้รับใบประกาศนียบัตร ชั้น จูฬอาภิธรรมมิกะ เอก และ ประกาศนียบัตร อาจารย์สอนพระอภิธรรม   และมีความรู้ด้านการฝึกวิปัสสนากรรมฐานตามแนวของวัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร  ซึ่งท่านได้นำความรู้นี้มาสอนในแนวปฏิบัติ ให้แก่ผู้สนใจมาตั้งแต่ พ.ศ. 2519 จนถึงปัจจุบัน

                  

เริ่มฝึกสมถกรรมฐาน แนวกสิณ 10

                   เมื่อผมเริ่มฝึกสมถกรรมฐาน แนวกสิณ กับอุบาสิกา พิมพา ทองเกลา ครั้งแรก ก็ด้วยความสนใจที่อยากจะรู้เรื่องนรก สวรรค์ ว่า เป็นอย่างไร  อยากจะพิสูจน์และปฏิบัติให้ตนเองได้เห็น ได้สัมผัสบ้าง 

                   ด้วยเคยได้เห็นมีผู้ปฏิบัติกับอุบาสิกา พิมพา ทองเกลา ที่งานวิสาขบูชา ที่ท้องสนามหลวง ในปี พ.ศ.2530 แล้วมีหลายคนได้ไปพบกับญาติตนเองในนรก ทำให้ผมมีความกระตือรือร้นที่อยากจะฝึกให้สำเร็จเช่นนั้นบ้าง

                   “สิ่งที่ใดยังไม่รู้ ก็ต้องพิสูจนด้วยตนเอง”

                   ผมตั้งใจว่า แม้จะยากลำบากแค่ไหน ฝึกนานเพียงไร ผมก็จะตั้งในฝึกไม่ท้อถอย  มุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ และเชื่อว่าธรรมะความรู้นี้เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าที่อุบาสิกาพิมพา ทองเกลา นำมาแนะแนวให้กับผมได้รู้ ย่อมเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างแน่นอน 

                   ผลของการฝึก คือ ผมได้รู้ว่า นรก สวรรค์ มีอยู่จริง (สวรรค์ภูมินั้นอยู่สูงขึ้นไปในอากาศของโลกที่เราอยู่นี้  และนรกภูมินั้นก็อยู่ลึกลงไปในพื้นดินของโลก)  ได้พบกับญาติที่เสียชีวิตไปแล้วบนสวรรค์ ได้พูดคุย สนทนากันได้  และได้รู้เรื่องของบุญ บาปที่ผมมีอยู่ ว่า ความดี หรือสิ่งที่อาจจะมิชอบที่เผลอไผลกระทำไป ก็ถูกบันทึกไว้โดยเทพที่รักษาตัวผม  มีบันทึกเหตุการณ์เอาไว้เป็นภาพถ่ายในสมัยเมื่อผมเป็นเด็ก จนโตก็มี 

                   ภาพถ่ายเหล่านี้ อุบาสิกาพิมพา ทองเกลา ได้ให้ผมฝึกทดสอบลืมตามองเห็น โดยการมองสิ่งที่เป็นทิพย์  มองเห็นวิญญาณแบบการลืมตามองดู

                   เมื่อผมได้รู้เห็นเช่นนี้แล้ว ก็ทำให้ผมไม่กล้าที่จะทำชั่วอีกเลย  ด้วยไม่อยากถูกถ่ายภาพเหตุการณ์ที่กระทำบาปเหล่านั้น  และรู้ว่าทำอะไรลงไป ก็มีคนรู้เห็นอยู่ตลอดเวลา แม้ทำเพียงลำพังผู้เดียวก็ตาม พญายมก็ย่อมจะรู้เหตุการณ์ความดี ความชั่วของผมได้  ถ้าผมทำบุญมาก  ผมก็คงจะได้รับผลบุญนั้นในวันหนึ่ง  หากผมทำชั่วอีก  วันหนึ่งผมก็ต้องรับผลของบาปนั้นแน่ ๆ   เมื่อรู้แล้วว่า นรกมีอยู่จริง  ผมไม่กล้าจะทำบาป เพราะไม่อยากตกนรกไปถูกทรมาน  พยายามที่จะทำแต่ความดี

 

ประสบการณ์พิเศษ

                        จากผลการฝึกสมถกรรมฐาน แนว กสิณ นี้ ก็ทำให้ผมมีความสามารถพิเศษ ที่ผมนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวผมได้อีกหลายด้าน ได้นำความรู้นี้ไปช่วยเหลือผู้อื่นที่ทุกข์ยากอีกมาก

                   ผมได้นำความรู้ที่อุบาสิกา พิมพา ทองเกลา สอนให้กับผมนี้ ได้นำไปสอนให้กับผู้อื่นอีกหลายบุคคล บุคคลเหล่านั้นก็ได้รู้เห็นเช่นเดียวกับผม แม้เด็กเยาว์วัย หรือผู้ใหญ่ สามเณรที่ผมได้เคยถวายความรู้แนะแนวพระกรรมฐาน

                   บางครั้งก็ได้สนทนา ซักถามวิญญาณตามที่ผมได้เจอในที่ต่าง ๆ เช่นในนรกภูมิ หรือตามสถานที่ในโลกมนุษย์บ้าง สอบถามเขาว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร อิ่มหรืออด เจ็บป่วยอะไร บ้างก็หิว บ้างก็อด รอคอยส่วนบุญของผู้ที่มีจิตกุศลแบ่งบุญช่วยเหลือเขาได้  สอบถามเรื่องบาปกรรม และผลกรรมที่เขาได้รับว่า การที่เขาต้องมาเกิดเป็นผี เป็นเปรตในลักษณะนี้ด้วยเกิดจากผลของกรรมใด

                   หรือการที่ได้ไต่ถามกับเทพ พรหม บนสวรรค์ ว่าเมื่อสมัยที่เขายังเป็นมนุษย์ เขาได้เคยทำบุญอะไรไว้  เมื่อตายแล้วจึงได้มาเกิดเป็นเทพ หรือพรหมบนสวรรค์แต่ละชั้นนั้น  มีความเป็นอยู่สุขสบาย มีปราสาทที่สวยงาม มีเครื่องประดับอาภรณ์ที่วิจิตรตระการตา มีบริวารมากมายด้วยอำนาจบุญใด

                   การที่ได้ท่องเที่ยวไปในภพภูมินรก สวรรค์ ด้วยการปฏิบัติอย่างพิสูจน์ด้วยตนเองนี้ ก็ทำให้ผมได้รู้และเข้าใจในเรื่องที่สงสัยได้อย่างกระจ่างมากยิ่งขึ้น

                   ผมได้นำเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้บอกต่อแก่ผู้อื่นให้เขาได้รู้ และเพื่อที่เขาจะได้นำไปบอกแก่บุคคลในครอบครัวให้ปฏิบัติตาม และเชื่อฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า

 

ศิษย์ของอุบาสิกา พิมพา ทองเกลา

                   นอกจากตัวผมแล้ว ก็ยังมีศิษย์ของอุบาสิกา พิมพา ทองเกลา อีกหลายคนที่ปฏิบัติกรรมฐานจนได้ได้โลกียอภิญญา 5 ได้พิสูจน์เรื่องของกรรม บาป บุญ และเชื่อในเรื่องเหล่านี้ ด้วยเพราะเขาได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้ว  แม้แต่เด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ หรือวัยรุ่นชาย-หญิง หรือแม้แต่พระภิกษุ สามเณร บุคคลวัยทำงาน หรือผู้เฒ่าชรา ก็มี

                  

สถานที่ฝึกพระกรรมฐาน

                   หากมีผู้สนใจฝึกพระกรรมฐาน แนวกสิณ 10 นี้ ก็ขอเชิญฝึกได้กับ อุบาสิกา พิมพา ทองเกลา กุฏิฝึกกรรมฐานประชาชื่น วัดกำแพงบางจาก ซอยเพชรเกษม 20 แขวงปากคลอง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160 โทร. 02-457-0958 ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00 – 22.30 น. (แต่งกายปกติ) ขอให้เตรียมดอกไม้ธูปเทียนกราบบูชาพระ ก่อนการปฏิบัติเจริญพระกรรมฐาน และเมื่อไปฝึกครั้งแรก ขอให้นั่งอย่างน้อย 3 รอบ รอบละประมาณ 30 นาที  มีรถประจำทางผ่านหลายสาย อาทิ สาย 91, 80 จากสนามหลวง (ขึ้นที่สนามหลวง ฝั่งตรงข้ามกับศาล)

                  

ประวัติ อุบาสิกา พิมพา ทองเกลา

 

ภูมิกำเนิด

                   อุบาสิกา พิมพา  ทองเกลา  มีชื่อเดิมว่า เฟื่องฟ้า    ทองเกลา   พื้นเพดั้งเดิม เป็นชาวจังหวัดเพชรบุรี  เกิดเมื่อวันที่  16  เดือนพฤษภาคม  พุทธศักราช  2478    ที่ หมู่บ้านระหานบ่อภู   ตำบลท่าเสน  อำเภอบ้านลาด  จังหวัดเพชรบุรี  เป็นบุตรคนที่เจ็ด ในสิบคน   ของ นายวาด ผู้เป็นบิดา  และนางดี ทองเกลา  ผู้เป็นมารดา   ซึ่งมีอาชีพทำน้ำตาลโตนด   เมื่ออายุได้ห้าขวบ  มีนายทหารบกยศร้อยเอก อยู่กรมวังบ้านปืน  จังหวัดเพชรบุรี  ได้มาขออุบาสิกาพิมพา  เป็นบุตรบุตรธรรม  เพราะว่าท่านไม่มีลูก

 

ประวัติการศึกษา

                   ในวัยเด็ก  ได้เข้ารับการศึกษาชั้นอนุบาล ที่โรงเรียนอรุณประดิษฐ์  ที่จังหวัดเพชรบุรี  ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง  และได้ย้ายติดตามผู้ปกครองไปเรื่อย ๆ   เมื่อมีคำสั่งโยกย้ายจนสงครามโลกครั้งที่สองยุติ    เมื่อปีที่พุทธศักราช 2489   นายทหารบกร้อยเอกผู้นี้ ก็ได้เลื่อนยศเป็น พันโท  ชื่อว่า พันโท ศุภชัย  สุรวรรธนะ (สละ สุริพันธุ์)  มาประจำอยู่ที่กรมจเรทหารสื่อสาร  สะพานแดง  บางซื่อ  พระนคร   รับตำแหน่งหัวหน้าแผนกเทคนิคอยู่ในกรม    ต่อมาอุบาสิกาพิมพา  ก็ได้เข้าไปศึกษาต่อที่โรงเรียนสตรีวรนารถ   ซึ่งตั้งอยู่หน้าบ้านพระยาวิฑูรย์  วังเทเวศร์  ในปัจจุบันโรงเรียนสตรีวรนารถ ได้ย้ายไปอยู่บางเขน     บิดาบุญธรรมนั้น      ต่อมาภายหลังก็ได้เลื่อนยศเป็น พลตรี   และรับราชการในตำแหน่งเจ้ากรมการทหารสื่อสาร (พ.ศ.2504-2509) จนปลดเกษียณ  และได้เสียชีวิตไปประมาณสิบกว่าปีแล้ว  พร้อมด้วยภรรยาก็ได้เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน

 

ศรัทธาเลื่อมใสพระพุทธศาสนา

                   ย้อนไปเมื่อสมัยอายุได้เจ็ดขวบ  อุบาสิกาพิมพา  เริ่มมีรายได้ค่าขนมไปโรงเรียนวันละสามสตางค์  ท่านได้เล่าว่า  ท่านได้เริ่มเก็บหอมรอบริบเงินไว้วันละครึ่งสตางค์  บางวันก็หนึ่งสตางค์บ้าง  ใส่กระปุกออมสินสะสมไว้เพื่อจะได้บวชชี และเก็บมาเรื่อย ๆ   เมื่ออายุได้สิบแปดปี  ก็มีเงินได้สองพันบาท  ก็เริ่มถือบวชที่วัดประชาระบือธรรม  ตรงข้ามซอยระนอง 1  ซึ่งอยู่ติดกับกรมสื่อสาร  และเมื่อปี 2500  ก็ได้กลับไปบ้านเกิดที่จังหวัดเพชรบุรี  และได้บวชเป็นอุบาสิกา (แม่ชี)  อยู่ที่วัดสนามพราหมณ์ และได้ย้ายมาอยู่ที่สำนักวิปัสสนา  วัดเทพปราสาทศิลาแลง (วัดกำแพงแลง)  ซึ่งสำนักวิปัสนากรรมฐานนี้  วัดมหาธาตุที่กรุงเทพมหานคร  ได้ไปเปิดไว้      ในระหว่างที่ถือบวชอยู่ที่วัดกำแพงแลง  ได้มีสตรีชาวอังกฤษสองคน  ซึ่งถือบวชเป็นแม่ชีอยู่ที่วัดปากน้ำ  ภาษีเจริญ  กรุงเทพฯ  ได้ติดตามมาอยู่ด้วย และปฏิบัติวิปัสสนาร่วมกัน

 

เริ่มศึกษาพระอภิธรรม

                   ต่อมาอาจารย์อาสภะเถระ  ซึ่งเป็นชาวพม่า  และเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาของวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ  ได้ไปสอบอารมณ์กรรมฐานของ อุบาสิกา (แม่ชี) และคณะโยคีทั้งหลายที่เข้าปฏิบัติอยู่ที่วัดเทพปราสาทศิลาแลง  จังหวัดเพชรบุรี  นำจำนวนโยคีผู้ปฏิบัติทั้งหมดของวัดเทพปราสาทศิลาแลง  ปรากฏว่าอาจารย์อาสภะเถระพูดว่า “ญานของอุบาสิกาพิมพา  เกิดดีกว่าเพื่อนในกลุ่ม”  เมื่อท่านจะกลับกรุงเทพฯ  ท่านบอกว่า ท่านจะเอาลูกสาวไปด้วย (หมายถึงอุบาสิกาพิมพา)  (ผู้รวบรวม – อุบาสิกาพิมพา ได้รับความเมตตาจากท่านอาจารย์ ฉันท์ครูและศิษย์ ที่มุ่งมั่นปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์)

                        และสมัยที่อุบาสิกาพิมพา  ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่โรงเรียนสตรีวรนารถ  วังเทเวศร์  ได้เคยสอบชิงทุนของรัฐบาลได้  แต่มีอุปสรรคทางครอบครัว  ไม่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนในขั้นสูงต่อไป  และเมื่ออาจารย์อาสภะเถระ  เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร  ท่านก็ได้นำอุบาสิกาพิมพา  เดินทางเข้ากรุงเทพมหานครด้วย  เพราะท่านหวังจะให้อุบาสิกาพิมพาศึกษาเล่าเรียนด้านอภิธรรมปิฎกเพิ่มเติม  และได้มาพำนักปฏิบัติที่วัดมหาธาตุ   เมื่อปีพุทธศักราช 2501  ปฏิบัติอยู่ในห้องกรรมฐาน  5 เดือน 6 วัน  และก็ได้ฟังเทศน์ลำดับญาน

                   ต่อจากนั้น อุบาสิกาพิมพา  ก็ได้ศึกษาเล่าเรียนอภิธรรมปิฎกต่อ   เมื่อปีพุทธศักราช 2502  ที่อภิธรรมมหาวิทยาลัย  วัดระฆังโฆสิตาราม  ธนบุรี  ในปีที่แรกที่เรียนชั้นจูฬตรี  มีนักศึกษาทั้งพระภิกษุ  สามเณร  อุบาสิกา(แม่ชี)  ทั่วประเทศเข้าสอบ  อุบาสิกาพิมพา  สอบได้ที่ 5  เมื่อสอบชั้นจูฬโท  อุบาสิกาพิมพา สอบได้ที่ 4   เมื่อสอบชั้นจูฬอาภิธรรมมิกะ เอก  อุบาสิกาพิมพา  สอบได้ที่ 3

                   แม้ว่าอุบาสิกาพิมพา  ไม่มีความรู้ด้านวินัยปิฎก และสุตตันตปิฎก  แต่ก็สนใจในเรื่องการปฏิบัติมาแต่เยาว์วัย  เพราะมุ่งหวังความพ้นทุกข์

                   แต่คุณยายชี (มารดาของอาจารย์อรุณ  พาสบุตร)  ซึ่งพำนักปฏิบัติอยู่ที่วัดอาวุธวิสิตตาราม (วัดบางพลัดนอก)  ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  ซึ่งตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับโรงไฟฟ้าสามเสน  ต้องการให้อุบาสิกาพิมพาศึกษาเล่าเรียนอภิธรรมปิฎก  เพราะท่านอยากให้มีความรู้ด้านปริยัติด้วย  อุบาสิกาพิมพา  จึงเริ่มศึกษาอภิธรรมปิฎก เมื่อปีพุทธศักราช 2502  ที่อภิธรรมมหาวิทยาลัย  วัดระฆังโฆสิตาราม  ธนบุรี  เมื่อได้เรียนอภิธรรมปิฎกแล้ว  ทำให้เข้าใจในเรื่องของกรรมฐานมากขึ้น  และได้นำความรู้ที่ค้นคว้าในอภิธรรมปิฎกนี้  มาสาธิตการสอนให้ปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้องของอภิธรรมปิฎก  ซึ่งพระพุทธองค์ทรงได้ไว้ละเอียดละออ  ทั้งสองนัย (หมายความถึง  นัยสมถกรรมฐาน  และนัยวิปัสสนากรรมฐาน)

                   เพื่อให้มนุษย์ได้พิสูจน์ความจริง  และให้ทุกคนได้รู้ว่า นรก  สวรรค์นั้นมีจริง  ผลของบุญ ของบาปนั้น ให้ผล  มีจริง  และพระนิพพานก็มีจริง  ดังกล่าวแล้ว  อุบาสิกาพิมพาก็ได้ชี้แนะสั่งสอนกรรมฐานให้แก่ผู้สนใจ  ด้วยความมุ่งมั่น และจนถึงปัจจุบัน

 

เริ่มสอนกรรมฐาน

                   ต่อมาอุบาสิกาพิมพา  มีความจำเป็นต้องลาสึกไปถือเพศฆราวาสอยู่ 18 ปี  เมื่อเสร็จสิ้นกิจทางเพศฆราวาสแล้ว  ได้เข้าถือบวชทางพระพุทธศาสนาอีกครั้ง  เมื่อปีพุทธศักราช 2519  ที่จังหวัดเพชรบุรี   และเมื่อปีพุทธศักราช 2520  ก็ได้มาอยู่ที่วัดกำแพง (หลังออกพรรษาแล้ว)  และได้เข้าศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมปิฎกต่อ  ในระยะที่มาเรียนอภิธรรมปิฎกต่อนั้น       ได้มาพำนักอยู่ที่วัดกำแพงบางจาก  ซอยเพชรเกษม 20  เขตภาษีเจริญ  กรุงเทพมหานคร (คือสถานที่พำนักในปัจจุบัน)

                   และในสมัยนั้น  ใกล้ ๆ วัด ก็มีวัยรุ่นเสพสิ่งเสพติดอยู่มาก  อุบาสิกาพิมพา เห็นแล้วเกิดความสงสาร  ต้องการให้วัยรุ่นเหล่านี้ได้รู้เรื่องบุญ เรื่องบาป   จึงได้ชักนำให้วัยรุ่นกลุ่มนี้หันมาปฏิบัติธรรม  ศึกษาการปฏิบัติกรรมฐานในแนวของสมถกรรมฐาน  เพื่อให้บังเกิดฤทธิ์อภิญญา  สามารถรู้เรื่อง นรก สวรรค์  บุญ บาป

                   วัยรุ่นเหล่านี้  หลังจากได้ปฏิบัติกรรมฐาน  ก็สามารถไปสู่ภพภูมินรก และสวรรค์ได้  มีความเชื่อว่า  ผลแห่งบุญและบาปนั้นมีจริง   วัยรุ่นเหล่านี้ก็ได้บอกเล่าต่อ ๆ ไป  จนมีผู้สนใจ  และรู้จักอุบาสิกาพิมพากันมากขึ้น   นักเรียน  นิสิต  นักศึกษา  ผู้สนใจทั่วไป  ก็เริ่มฝึกปฏิบัติกรรมฐานกันมาก  ผู้ปฏิบัติเหล่านี้ได้ปฏิบัติกรรมฐานจนสามารถไปสู่ ภูมินรก สวรรค์      ได้ด้วยตนเองจากผลการปฏิบัติสมถกรรมฐาน  และก็ได้นำเรื่องที่ตนประสบ และรู้นั้นเล่าบอกแก่บิดา  มารดา  ญาติ  มิตร  พี่น้องของเขา  ผู้ที่ได้รับทราบเรื่องก็ได้ติดตามมาฝึกปฏิบัติกรรมฐานกันมากขึ้น

                   การฝึกปฏิบัติกรรมฐานแนวสมถกรรมฐานนี้ก็ได้แพร่หลายทั่วไป  จนมีผู้ปฏิบัติกรรมฐานกันมากขึ้น  ทำให้อุบาสิกาพิมพา  ไม่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนด้านปริยัติ  เพราะมุ่งเน้นสั่งสอนการปฏิบัติกรรมฐานให้แก่ผู้สนใจ  จึงทำให้ไม่จบอภิธรรมปิฎกในขั้นสูงขึ้น  และอุบาสิกาพิมพาก็ได้นำความรู้ที่ได้ศึกษามาจากอภิธรรมปิฎก  สอนให้แก่ผู้สนใจเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

                        เมื่อผู้ปฏิบัติใดสำเร็จอภิญญาตาทิพย์  หูทิพย์  ไปสู่ภพภูมินรก  ไปภูมิสวรรค์ได้คล่องแคล่วแล้ว  อุบาสิกาพิมพาก็จะสอนให้  หัดลืมตามองดู  เพื่อให้ลืมตามองเห็นสวรรค์ได้  ลืมตามองเห็นพวกวิญญาณภูมิผี  เหมือนการมองเห็นสภาพธรรมดาปกติ  ต่อจากนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติสำเร็จในการปฏิบัติแบบนี้ได้หนึ่งปี  อุบาสิกาพิมพา  จะให้เปลี่ยนการปฏิบัติในขึ้นสูงต่อไป  ซึ่งชื่อว่า แนววิปัสสนากรรมฐาน (ขั้นโลกุตระ)  เพื่อพระนิพพานความดับ

                   การที่สอนให้เห็น นรก สวรรค์ นั้น เป็นโลกียฌาน  เป็นธรรมะกลาง ๆ

                   การปฏิบัติสมถกรรมฐาน แนววิธี กสิณ 10  นี้  เป็นวิธีที่จะทำให้บังเกิดฤทธิ์อภิญญา  และเหมาะกับบุคคลทุกจริต  อุบาสิกาพิมพา  จึงเลือกเอาแนววิธี กสิณ 10 มาฝึกปฏิบัติที่เรียกว่า  "การทำฌาน”  และเพื่อจะให้ได้สำเร็จโลกียอภิญญา 5 อย่าง

                   เมื่อผู้ปฏิบัติใด ได้สำเร็จอภิญญานี้แล้ว  อุบาสิกาพิมพา  ก็จะให้เรียนวิปัสนาขั้นสูงที่เรียกว่า “โลกุตระ”  ต่อไป     โดยให้เจริญสติปัฏฐาน 4  อันได้แก่  กายานุปัสนาสติปัฏฐาน  เวทนานุปัสนาสติปัฏฐาน  จิตตาปัสนาสติปัฏฐาน  ธัมมาปัสนาสติปัฏฐาน   เพื่อเดินสายโลกุตรธรรมต่อไป   เพื่อให้ได้เกิดญานตัวรู้  รูปนาม  ขันธ์ห้า  รู้การเกิดดับของรูปนาม  เห็นไตรลักษณ์ดับ        ให้หมดอุปทานยึดมั่น  ตามแนวที่อุบาสิกาพิมพา  ได้ศึกษามาจากวิปัสสนากรรมฐานของวัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร

รายละเอียดในการปฏิบัติสมถกรรมฐาน แนววิธี กสิณ 10 นี้  ให้ท่านศึกษาค้นคว้าได้ในอภิธรรมปิฎก  ปริจเฉทที่ 9             ซึ่งมีชื่อว่า “สมถกรรมฐานทีปนี”  ซึ่งเป็นหลักสูตรใช้เรียนในชั้นมัชฌิมอาภิธัมมิกะโท  ของอภิธรรมมหาวิทยาลัย  วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี  หรือที่  อภิธรรมมหาวิทยาลัย  วัดมหาธาตุ  กรุงเทพมหานคร  ซึ่งได้บ่งบอกไว้อย่างละเอียด

                   การสอนกรรมฐานนี้  อุบาสิกาพิมพาได้นำความรู้ทางด้านอภิธรรมปิฎกสอนควบคู่กับการปฏิบัติกรรมฐานด้วย   เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้ศึกษาคำสอนของสมถกรรมฐาน  วิปัสนากรรมฐาน  และอภิธรรมปิฎก     ส่วนพระสูตร และพระวินัยนั้น  อุบาสิกาพิมพา  ไม่ได้เรียนทางด้านนี้  จึงไม่ได้สอน

 

สรุปความ (การเจริญพระกรรมฐาน)

                   อุบาสิกาพิมพา  แนะแนวการปฏิบัติสมถกรรมฐาน โดยใช้การเพ่ง กสิณ 10    เพื่อให้ได้โลกียะอภิญญา 5 อย่าง    และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน (ขั้นโลกุตระ) เพื่อให้ได้บรรลุ อริยบุคคล 4 คือ  พระโสดา  พระสกิทาคา  พระอนาคา  และพระอรหันต์  และให้ผู้ปฏิบัติเรียนพระอภิธรรมปิฎกควบคู่ไปด้วย

 

หมุนวงล้อธรรมจักรสู่แดนไกล

                   อุบาสิกาพิมพา  เริ่มสอนสมถกรรมฐาน  วิปัสนากรรมฐาน  และอภิธรรมปิฎกนี้มาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2519  จนถึงปัจจุบัน

                   ในปัจจุบัน  อุบาสิกาพิมพา  ได้อบรมสอนหลักธรรมความรู้นี้อยู่เจ็ดสิบกว่าแห่งในหลายจังหวัด  ทั้งภาคเหนือ  ภาคกลาง  ภาคอีสาน  และภาคใต้

                   ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการเผยแผ่ธรรมะพระพุทธองค์ให้กว้างไกล  อุบาสิกาพิมพา  จึงได้นำแนวทางการปฏิบัติสมถกรรมฐาน แนววิธี กสิณ 10 มาสอนให้แก่ผู้สนใจ เพื่อให้ได้รู้ และพิสูจน์เรื่องของกรรม ว่ามีจริงด้วยตนเอง   และสอนให้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยเจริญสติปัฏฐาน 4  ซึ่งเป็นธรรมะขั้นโลกุตระ

                   อุบาสิกาพิมพา  ทองเกลา (อุ้มปรีชา)   ได้รับการเชิญจากญาติโยม ผู้ศรัทธา  และสนใจในการปฏิบัติกรรมฐาน  ให้ชี้นำแนวการปฏิบัติกรรมฐาน แนววิธี กสิณ   โดยมีผู้ปฏิบัติมากหน้าหลายตา  หลายชนชั้น  และวัย  เพศ   หรือแม้แต่การอบรมกรรมฐานให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำกลาง  คลองเปรม  กรุงเทพมหานคร  โดยการเชิญของอนุศาสนาจารย์ในขณะนั้น  ให้เข้าไปทำการอบรมแนวการปฏิบัติกรรมฐานให้แก่ผู้ต้องขัง  มีผู้ต้องขังหลายคนที่สามารถปฏิบัติกรรมฐานจนสามารถไปสู่นรกภูมิได้  ได้สอบถามผลกรรมของวิญญาณที่ต้องชดใช้กรรมในนรก  ได้พบกับญาติพี่น้องของตนเอง  ได้รู้เห็นสภาพความเป็นไปในนรกภูมิ  รู้ผลแห่งบาปกรรมที่วิญญานของผู้ทำบาป  สัตว์นรก ต้องชดใช้กรรม  ว่ากระทำบาปกรรมใด  จึงต้องชดใช้ผลกรรมเฉกเช่นนี้  ทำให้เขาเกิดความกลัวมิกล้ากระทำผิด  รู้จักสำนึกผิดในบาปที่กระทำมาแต่เก่าก่อน    เมื่อผู้ปฏิบัติได้รู้เห็นว่า นรกนั้นมีสภาพน่ากลัวเพียงใด  ก็จะมิกล้ากระทำชั่ว  หันมาสร้างแต่กรรมดี  ด้วยความเชื่อในผลแห่งบาปกรรม และนรกนั้นมีจริง  ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในพระอภิธรรมปิฎก

                        ในการเผยแผ่คำสอนของพระอภิธรรมปิฎกในแนวปฏิบัติ  ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจกันมาก  โดยสังเกตได้จากการเดินทางสอนกรรมฐานของอุบาสิกาพิมพา ตามจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย  ได้มีญาติโยมสนใจปฏิบัติกันมา  และได้ผลดีด้วยในการปฏิบัติไปตามแนวของพระอภิธรรมปิฎก

                   เพราะว่าการกระทำสิ่งใด  ควรกระทำด้วยความจริงจัง  อันหมายถึงว่า ผู้ที่มาปฏิบัติธรรม  จะสำเร็จ  ได้บรรลุถึงจุดหมายปลายทางของเขาได้  จะต้องมีศรัทธาเป็นเบื้องต้น  และมีวิริยะต่อมา      และก็มีสติต่อมา    เมื่อมีสติแล้ว  สมาธิก็จะเกิด  และปัญญาก็จะเกิด

                        การปฏิบัติสมถกรรมฐาน  อันถือเป็นขั้นโลกียะนั้น  ในขั้นนี้ผู้ปฏิบัติยังไม่สามารถหลุดพ้นทุกข์ได้  ผู้ปฏิบัติควรมีขันติ  ความอดทน ต้องมีวิริยะความเพียรพยายาม  เพราะการปฏิบัติกรรมฐานในแนวสมถะ หรือแนววิปัสสนาก็ตาม  จะต้องมีขันติ  ความอดทน  และวิริยะความเพียรเป็นเบื้องแรก  จึงจะทำให้เราสำเร็จอภิญญา มรรคผลได้  ถ้าขาดอันใดอันหนึ่ง  ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  ก็ไม่ทำให้ได้บรรลุฌาน  อภิญญา  มรรคผล  นิพพานได้เลย

                   การปฏิบัติที่จะได้ช้าหรือเร็วนี้  ไม่ใช่ว่ามาปฏิบัติวันเดียวกัน  หรือนั่งกรรมฐานรอบเดียวกัน  ก็จะได้เสมอเหมือนกันหมด  การที่เราจะปฏิบัติได้สำเร็จฌาน  อภิญญา  มรรคผล นี้  จะได้เร็วหรือช้า  ก็ขึ้นอยู่กับบารมีแต่หนหลัง คือ อดีตกรรมดี  หรือสะสมบารมีในการปฏิบัติมาก่อน  บุญในการปฏิบัติแต่หนหลังก็จะช่วยอุดหนุนส่งเสริมการปฏิบัติธรรมใหม่ในชาตินี้  เพื่อให้ได้สำเร็จไวขึ้น  คนที่สะสมบุญทางการปฏิบัติน้อย  ก็จะได้ช้า  เพราะกำลังบุญ  กำลังสมาธิไม่พอ   (หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า บารมียังไม่พอนั่นเอง)

                        แต่ในกรณีที่บางท่านไม่เคยปฏิบัติมาก่อน  จะได้ช้ามาก  เพราะจะต้องเริ่มสร้างบารมีเสียแต่บัดนี้  สะสมไปเรื่อย ๆ  และจะมีวันสำเร็จได้เหมือนกัน  เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทรงแยกประเภทปัญญาของบุคคลไว้เหมือนดอกบัวสี่เหล่า   การที่เราจะปฏิบัติได้สำเร็จช้า หรือเร็ว ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผู้แนะแนวสั่งสอน  แต่จะได้เพราะว่าเราได้สะสมบารมีของเรามาแต่อเนกอนันตชาติ  เป็นเชื้อสายติดต่อกันมา  เพราะพระพุทธเจ้าก็ได้แต่เป็นผู้แนะแนว  ท่านไม่ได้ช่วยใครเลย

                   ในการเทศน์สอน  พระพุทธเจ้าก็ทรงเลือกใช้ธรรมะสอนบุคคลให้ถูกภาวะของบุคคลที่สร้างบุญมาเท่าใด  ควรจะใช้บทไหนในเรื่องธรรมะทั่ว ๆ ไป

                   ส่วนในแนวปฏิบัติ พระพุทธเจ้าก็ได้แนะแนวเป็นสองอย่าง ดังที่บันทึกเป็นหลักฐานไว้  แม้ว่าพระพุทธเจ้าทรงนิพพานแล้วก็จริง  แต่หลักคำสอนแนะแนวกรรมฐานทั้งสองก็ยังมีอยู่เป็นครูบาอาจารย์    ปัจจุบันพระสงฆ์ก็ได้อัญเชิญคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมาแนะนำญาติโยมอีกครั้งหนึ่ง  ถ้าใครปฏิบัติตามคำแนะนำของพระสงฆ์  ซึ่งคัดเอามาจากคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสอนญาติโยมอีกทีหนึ่ง  ญาติโยมก็จะได้บรรลุฌาน อภิญญา มรรคผล เหมือนกัน

                        เพราะฉะนั้น  แม้ในปัจจุบันทุกวันนี้  ถ้าใครปฏิบัติถูกต้องตามหลักวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ชื่อว่า “ฌานลาภีบุคคล”  คือ ผู้มีฤทธิ์ที่เกิดจากการได้อภิญญาห้า ก็ยังมีอยู่  แม้พระอริยบุคคล 4 จำพวก คือ พระโสดา  พระสกิทาคา  พระอนาคา และพระอรหันต์ ก็จะมีเกิดอยู่ได้เช่นเดียวกัน  เพราะหลักคำสอนของฝ่ายวิปัสสนาธุระก็มีสอนไว้อย่างละเอียด

                        สรุปแล้วว่า  ตราบใดที่ยังมีคำสอนทั้งสองแนว (คือ สมถะ และวิปัสนา” ยังมีอยู่  ตราบนั้น  ฌานลาภีบุคคล  และพระอริยบุคคล 4 จำพวก ก็ยังไม่ว่างจากโลก  ยังคงมีอยู่ปกติ

                        แนวการสอนทั้งหมดที่อุบาสิกาพิมพา  นำมาสอนแก่ญาติโยมนี้  ได้ถอดเนื้อความมาจากอภิธรรมปิฎก  ที่เรียกว่า พระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์  ซึ่งเป็นความรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด  ที่ได้ทรงตรัสไว้  มีหลักฐานบาลียืนยันครบถ้วน

                   ธรรมะความรู้ดังกล่าว  บ่งปรากฏไว้อย่างละเอียดละออ  ผู้ใดต้องการเรียนรู้ด้วยตน  ในด้านสมถกรรมฐาน  เพื่อให้ได้โลกียอภิญญา 5 แล้ว      ให้ซื้อตำราเรียนชื่อว่า “สมถกรรมฐานทีปนี”  ปริจเฉทที่ 9   หลักสูตรมัชฌิมอภิธัมมิกะโท  และปฏิบัติตามนั้น ก็จะได้อภิญญา 5 ดังกล่าวได้

                   ผู้ใดต้องการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน (โลกุตระ)  เจริญสติปัฏฐานสี่  เพื่อดูรูปนาม  เห็นไตรลักษณ์  ให้ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล 4 จำพวกแล้ว  ให้ซื้อตำราเรียนที่ชื่อว่า “วิปัสสนากรรมฐานทีปนี”  ปริจเฉทที่ 9  ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ใช้เรียนในขั้นมัชฌิมอภิธัมมิกะโท

                   ตำราเรียนดังกล่าว  เป็นตำราเรียนที่พระภิกษุ  สามเณร  อุบาสก  อุบาสิกา  ใช้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในปัจจุบันนี้

                   หากท่านผู้ใด มีความสนใจศึกษาความรู้ทางด้านปริยัติ  ด้านปฏิบัติในแนวของสมถกรรมฐาน หรือในด้านวิปัสสนากรรมฐาน  ขอเชิญศึกษาได้ที่อภิธรรมมหาวิทยาลัย  วัดมหาธาตุ  กรุงเทพมหานคร  หรือที่วัดระฆังโฆสิตาราม  ธนบุรี  ตรงข้ามท่าช้าง  วังหลวง  กรุงเทพมหานคร  ในเวลา บ่ายโมง ถึงห้าโมงเย็น ทุกวัน  เว้นเฉพาะวันพระ

                   แม้ว่าอุบาสิกาพิมพา  จะไม่ได้จบถึงขั้นอภิธรรมบัณฑิต  เพราะหันมาแนะแนวการปฏิบัติเสียส่วนใหญ่  เพื่อให้ญาติโยมได้พิสูจน์ความจริงว่า นรกมี สวรรค์มี  ผลของบุญ ผลของบาปนั้นมีจริง  เพื่อจะให้มนุษย์นั้นไม่ทำความชั่ว  ต้องตกสู่อบายภูมิที่น่ากลัว  หันมามุ่งสร้างทานกุศล  เมื่อตายแล้ว จะได้ไปเกิดที่สรวงสวรรค์

                   เมื่อผู้ปฏิบัติสามารถไปสู่นรกภูมิได้แล้ว  ย่อมสนทนากับพวกผี พวกเปรต  หรือสัมภาษณ์ไต่ถามว่า  เขาได้ก่อกรรมใดไว้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์  ถึงได้ทนทุกข์ทรมานมากมาย  เมื่อนั้นก็จะรู้แจ้งในบาปกรรมเหล่านั้น  และจะได้ไม่กระทำบาปต่อไป

                   หรือว่า ไปสู่สวรรค์  เพื่อไปสัมภาษณ์แก่เทพทั้งหลายว่า  สมัยที่ท่านเป็นมนุษย์นั้น ได้สร้างทานกุศลอะไรบ้าง  ถึงได้มาเป็นใหญ่ เป็นโตบนสวรรค์  ด้วยความผาสุขมากมาย  พวกเทพเหล่านั้นก็จะให้ความสว่างแก่เราได้  ทำให้เราเข้าใจเรื่องนี้ชัดแจ้งมั่นคง  เว้นจากการทำชั่ว แล้วหันมาทำความดี  แล้วสร้างทานกุศล  เพื่อหวังผลบุญนั้นพาเขาเหล่านั้นไปเกิดในภูมิสวรรค์ที่ผาสุข

                   ดั่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า สวรรค์นั้นมี 6 ชั้น  พร้อมด้วยบอกอายุและความเป็นอยู่ของสวรรค์แต่ละชั้นไว้อย่างละเอียดในพระอภิธรรมปิฎก  หาศึกษาได้ใน มหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกา  ปริจเฉทที่ 5 เล่ม 1  และเล่ม 2  ชื่อว่า “ภูมิจตุกกะ”  เพราะมีหลักฐานบาลีครบถ้วน   พระอภิธรรมนี้ก็เป็นปิฎกหนึ่งในปิฎกทั้งสาม ที่เรียกว่า “ไตรปิฎก”  ได้แก่ พระสูตร  พระวินัย  และพระอภิธรรม  เพราะว่าเนื้อความของพระไตรปิฎก หรือที่เรียกว่า ปิฎกทั้งสามนี้  มีเนื้อความถึงแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์

                   หลักธรรมะคำสอน ที่เรียกว่า ธุระของศาสนา นั้น มีเพียงสองอย่าง คือ คันถธุระ และวิปัสสนาธุระ  หรือที่เรียกอีกอย่างว่า เรียนทาง ด้านปริยัติ และด้านปฏิบัติ นั่นเอง   ทางด้านปริยัติ ได้แก่พระสูตร  พระวินัย  พระอภิธรรม  หรือที่เรียกว่า “พระสุตตันตปิฎก  พระวินัยปิฎก  และพระอภิธรรมปิฎก”  หรือที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า “พระไตรปิฎก”

 

คิดคำนึง

                   มูลเหตุที่อุบาสิกาพิมพา    เริ่มสอนกรรมฐานแนวของสมถกรรมฐานนี้  เนื่องจากเห็นว่า ปัจจุบันมีคนทำชั่วกันมาก  ส่วนใหญ่เขาไม่เชื่อว่า นรก สวรรค์ นั้นมีจริง  คนส่วนน้อยเชื่อว่า มีจริง  แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้  ที่เชื่อเพราะได้ฟังพระสงฆ์เทศน์บอก   และด้วยเชื่อว่าพระสงฆ์ย่อมไม่พูดปดแน่  ก็ไม่กล้าจะทำชั่วกัน  และหันมาสร้างทานกุศลตามที่พระสงฆ์ท่านชักชวน  เพื่อหวังว่าตายแล้ว  ตนเองจะได้ไปเกิดบนสรวงสวรรค์      จึงเอาเงินมาทุ่มเทสร้างวัด สร้างโบสถ์  สร้างวิหารการเปรียญ  ทอดกฐิน  ทอดผ้าป่า  สร้างพระพุทธรูป  จิปาถะต่าง ๆ  ที่พระสงฆ์ท่านชักชวน  เพื่อหวังความสุขในภพสวรรค์  แต่ว่าคนส่วนใหญ่นั้นสมัยนี้ต้องการเหตุผล  ถ้าพิสูจน์ไม่ได้เขาก็ไม่เชื่อ  พระสงฆ์ก็อาจมิได้สอนให้ญาติโยม ได้เห็นว่า ภูมินรก ภูมิสวรรค์ นั้นมีสภาพความเป็นจริงอย่างไร  หรือแนะแนวการปฏิบัติให้ญาติโยมได้รู้ และเข้าใจถึงเรื่องเหล่านี้เท่าใดนัก   ส่วนใหญ่แนะนำให้ปฏิบัติแนววิปัสสนากรรมฐาน  ปล่อยวาง       เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่รู้ และเชื่อว่า ภูมินรก ภูมิสวรรค์ นั้นมีอยู่จริง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แล้ว  ก็คิดเสียว่า การพูดเรื่อง ภูมินรก ภูมิสวรรค์นั้น เป็นเรื่องล้าสมัย  (เป็นเรื่องของนิยายโบราณ)  กล้าทำผิดกันมากมาย  ก็เพราะว่าเขาพิสูจน์ไม่ได้นั่นเอง 

                   ด้วยว่าอุบาสิกาพิมพา  ได้ศึกษาเรียนพระอภิธรรม  และพบว่าในพระอภิธรรมปิฎกนี้  พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเรื่องของสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานไว้อย่างมั่นคง ละเอียด   อุบาสิกาพิมพา มีความสงสารญาติโยม  หรือเด็กวัยรุ่นที่กระทำชั่วกันมาก   จึงตัดสินใจแนะแนวสอนสมถกรรมฐาน  เพื่อให้ญาติโยมและวัยรุ่นได้รู้แจ้งในคำสอนเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า ภูมินรก ภูมิสวรรค์ นั้นมีอยู่จริง   เพื่อให้เขาได้พิสูจน์ความจริงเรื่องนี้ตามแนวหลักการปฏิบัติที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า    เมื่อญาติโยมได้มาปฏิบัติอย่างถูกต้องตามพระอภิธรรมปิฎก  ย่อมได้อภิญญา   ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้พระอภิธรรมปิฎกจริง     ด้วยการปฏิบัติสมถกรรมฐานแนววิธี กสิณ 10 นี้  เป็นขั้นโลกียะ เป็นธรรมะกลาง ๆ เมื่อบุคคลปฏิบัติตามนี้แล้ว จะได้สำเร็จ โลกียอภิญญา 5 อันได้แก่

1.      ทิพพจักขุอภิญญา (ได้ตาทิพย์)

2.      ทิพพโสตอภิญญา (ได้หูทิพย์)

3.      ปุพเพนิวาสานุสติอภิญญา (ระลึกชาติได้)

4.      ปรจิตตวิชานนอภิญญา (รู้วาระจิตของผู้อื่นได้)

5.      อิทธิวิธอภิญญา (ทำฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ต่าง ๆ)

(ที่มา – “อภิญญา 5”   หนังสือชื่อ “ปรมัตถโชติกะ สมถกรรมฐานทีปนี” ในปริจเฉทที่ 9 ของพระสัทธัมมโชติกะ  ธัมมาจริยะ  รวบรวมโดย พระมหาถวัลย์  ญาณจารี  ป.ธ.9  อภิธรรมบัณฑิต , สำนักวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร  กรุงเทพมหานคร)

ในการแนะแนวการปฏิบัติสมถกรรมฐาน แนววิธี กสิณ 10 แก่ญาติโยม และวัยรุ่นที่สนใจ  เมื่อพวกเขาปฏิบัติจนได้ “ทิพพจักขุอภิญญา” (ได้ตาทิพย์)      ก็ย่อมไปสู่สวรรค์ภูมิ  หรือลงไปสู่นรกภูมิได้  และได้สัมภาษณ์พวกเทพ และพวกฝูงผี ฝูงเปรต เหล่านั้น   เขาก็จะรู้แจ้งเรื่องบุญ  เรื่องบาปเอง

                   เมื่อญาติโยม และวัยรุ่นได้พิสูจน์กับตัวเองอย่างนี้แล้ว  เขาก็จะพากันละทำความชั่ว  หันมาสร้างแต่กรรมดี  เพราะเขาได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้ว ย่อมมีความเชื่อมั่น  และทำให้เขาไม่ต้องตกไปสู่อบายภูมิ  และได้สูงส่งเป็นเทพ หรือเป็นพรหม  หรือจะทำวิปัสสนากรรมฐาน ต่อ เพื่อหวังมรรคผล นิพพาน ได้ง่ายมาก

                   ด้วยเหตุนี้  อุบาสิกาพิมพา  จังตัดสินใจสอนกรรมฐานแนวนี้ให้แก่ญาติโยม และวัยรุ่น  ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2519  มาจนถึงปัจจุบันนี้ ได้ผลดีมาก

                   อุบาสิกาพิมพา  ได้ทำการสอนกรรมฐานให้แก่ วัยรุ่นที่หลงติดยาเสพติด  เด็กวัยรุ่นเหล่านี้ก็ปฏิบัติได้ผลดี และมีความเกรงกลัวต่อไป  เลิกทำความชั่ว เพราะพวกเขาเห็นการทรมานในนรก แล้วเกิดความกลัวอย่างยิ่ง

                   และอุบาสิกาพิมพา  ได้มีโอกาสแนะแนะการปฏิบัติกรรมฐานให้แก่ผู้ต้องขัง ในเรือนจำกลาง คลองเปรม  โดยการเชิญของอนุศาสนาจารย์ของเรือนจำ ในขณะนั้น  ซึ่งมีผู้ต้องขังเข้าร่วมปฏิบัติประมาณสองร้อยกว่าคน  โดยสอนเฉพาะวันพฤหัสบดี  ผลคือ ผู้ต้องขังที่มาปฏิบัติ ได้ทิพพจักขุอภิญญา (ได้ตาทิพย์)  เกือบหมดทุกคน  (หมายความถึงว่า ผู้ต้องขัง ได้ไปสู่นรกภูมิ  ไปสวรรค์ภูมิได้  ดูหลักฐานภาพถ่ายจากบัญชีกรรมชั่วของตนเองได้  ซึ่งจะมีหลักฐานภาพถ่ายปรากฏอย่างถูกต้อง ชัดเจน)  เมื่อพวกเขาได้ดูหลักฐานการกระทำชั่วของพวกเขา จากการบันทึกของยมฑูตแล้ว  ทุกคนยอมรับ  บ้างก็ร้องไห้โศกศัลย์  และปฏิญาณตัวว่าจะไม่ทำชั่วอีกแล้ว

                   ผู้ต้องขังที่ได้เคยฝึกปฏิบัติกรรมฐานกับอุบาสิกาพิมพา  ได้มีจดหมายมาถึง และบอกว่า “ตอนตีสี่ (เวลา 04.00 นาฬิกา) เขาลุกขึ้นนั่งกรรมฐานในห้องขังทุกคืน    เขานั่งทีไรก็เห็นไฟนรกลุกแดงฉานไปหมด  ร้อนมาก  และเกิดความกลัว”  และมีผู้ต้องขังหลายคนได้ฝึกสอนแทนอุบาสิกาพิมพาอยู่ในเรือนจำกลาง คลองเปรม  และมีผู้ต้องขังหลาย ๆ คน เมื่อหลุดพ้นโทษออกจากเรือนจำแล้ว  ก็ได้มาเยี่ยมอุบาสิกาพิมพา ที่กุฏิที่พำนัก  และมาฝึกปฏิบัติกรรมฐานต่อที่กุฏิก็มี  บางคนก็กลับไปภูมิลำเนาเดิมของตน  ได้สอนกรรมฐานให้แก่ลูก ๆ ของเขา  และได้พาลูกมาหาอุบาสิกาพิมพา  เพื่อให้ตรวจสอบกรรมฐานอีกครั้งหนึ่งว่าเป็นของจริง หรือของลวง

                   สาเหตุที่ผู้ต้องขังสามารถสอนกรรมฐานแทนอุบาสิกาพิมพาได้หลายคนนั้น  เพราะว่า เมื่ออุบาสิกาพิมพา ฝึกกรรมฐานให้ใครได้อภิญญาแล้ว  จะฝึกวิชาครูให้ทุกคน    เพื่อให้ไปช่วยกันสอนกรรมฐานกันต่อ ๆ ไป

                   เพื่อให้ชนทั้งหลายได้รู้ความจริงในเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่า ภูมินรก  ภูมิสวรรค์นั้น มีจริง  ผลของบุญ   ผลของบาป นั้นมีจริง  และอีกอย่างหนึ่งเพื่อช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนา  หรือช่วยกันเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้า       ด้านคำสอนในด้านการปฏิบัติสมถกรรมฐาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นธรรมะระดับกลาง ๆ        ซึ่งเมื่อผู้ใดได้ปฏิบัติจนได้โลกียอภิญญาห้า แล้ว  อุบาสิกาพิมพา ก็จะให้ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ อีกประมาณปีหนึ่ง  เพื่อให้พระกรรมฐานแนวนี้มั่นคงไม่เสื่อมคลาย  ต่อจากนั้นก็จะให้พักปฏิบัติกรรมฐานแนวสมถะนี้  และให้ปฏิบัติแนววิปัสสนากรรมฐาน ขั้นสูงขึ้นต่อไป (ขั้นโลกุตระ)   เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเห็นกิเลส รูปนาม ขันธ์ห้า  เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์  เพื่อให้หมดอุปทานยึดมั่นในอารมณ์ทั้งมวล  เพื่อให้สำเร็จคำสอนขั้นสุดท้ายของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ มุ่งหวังเพื่อจะช่วยให้สัตว์โลกพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด  สิ่งนั้นคือ พระนิพพาน ความดับ  เป็นจุดสุดท้ายที่เรียกว่า  “นิพพานัง ปรมัง สุญญัง  หรือ นิพพานนัง ปรมัง  สุขขัง” นั่นเอง

 

ผลงานการเผยแผ่ธรรม

            - แนะแนวการปฏิบัติสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ให้กับผู้สนใจ หลายจังหวัดทั่วประเทศไทย

            - สร้างสถานปฏิบัติธรรม “สวนป่าพุทธธรรมแดนสงบ (สวนป่าแม่พิม) ก.ม.79 หมู่บ้านไทยสามัคคี  จังหวัดนครราชสีมา

          - ตั้งธนาคารข้าว ให้แก่ชาวบ้านในต่างจังหวัด

          - แจกจ่ายผ้าห่ม สิ่งของ ให้แก่ชาวบ้านในต่างจังหวัด

          - จัดทำเทปบันทึก สัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติกรรมฐาน

          - สร้างศาสนาวัตถุ ตามสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่งในประเทศไทย

 

คำสอนของครู

          (คำสั่งสอนของคุณแม่ชี พิมพา ทองเกลา ที่สอนแก่ศิษย์  ผู้รวบรวม บันทึกจากความทรงจำที่ได้รู้ หรือได้ยินคำสอนสั่งนี้ )

“อยู่ในโลก อย่าไหลไปตามโลก จงเอาโลกเป็นบทเรียน ”

          “เรียนอะไร  เรียนให้รู้ เป็นครูคน ”

          “จำไว้นะ เวลาที่มาเกิดในโลกนั้นสั้นนัก อย่ารีรอที่จะทำความดี”

 

หนังสือค้นคว้าเพิ่มเติม

1.      ปรมัตถโชติกะ  สมถกรรมฐานทีปนี  ในปริจเฉทที่ 9  ของ พระสัทธัมมโชติกะ  ธัมมาจริยะ  รวบรวมโดย พระมหาถวัลย์  ญาณจารี  ป.ธ.9  อภิธรรมบัณฑิต  สำนักวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร  กรุงเทพมหานคร

2.      วิปัสสนากรรมฐานทีปนี  ในปริจเฉทที่ 9  หลักสูตรชั้นมัชฌิม

     อาภิธัมมิกโท  รวบรวมโดย พระมหาถวัลย์  ญาณจารี  ป.ธ.9     

      อภิธรรมบัณฑิต  สำนักวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร  กรุงเทพมหานคร

3.      ปรมัตถโชติกะ  มหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกา ปริจเฉทที่ 5 เล่ม 1 

     “ภูมิจตุกกะ”  ของ พระสัทธัมมโชติกะ  ธัมมาจริยะ  รวบรวมโดย

      พระมหาถวัลย์  ญาณจารี  ป.ธ.9  อภิธรรมบัณฑิต 

      สำนักวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร  กรุงเทพมหานคร

4.      ปรมัตถโชติกะ  มหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกา ปริจเฉทที่ 5 เล่ม 2 

     “ภูมิจตุกกะ” ภาค 2  หลักสูตรชั้นมัชฌิมอาภิธัมมิกะตรี   รจนา

      โดย พระสัทธัมมโชติกะ  ธัมมาจริยะ 

 

เส้นทางการเดินทางไปสู่ วัดกำแพงบางจาก  มี 3 เส้นทาง คือ

1.      เข้าทางถนนจรัญสนิทวงศ์ 3

      ให้ขึ้น รถโดยสารประจำทาง จาก สนามหลวง  สาย 91, 80  ฝั่งด้านสนามหลวง  ลงป้ายหน้าวัดท่าพระ  แล้วข้ามสะพานลอยไปฝั่งตรงข้าม  และเข้าไปในซอยจรัญสนิทวงศ์ 3   จากนั้นให้โดยสารรถบริการ รับ-ส่ง สองแถวประจำซอย หรือรถจักรยานยนต์รับจ้าง ไปสุดซอย  และให้ข้ามสะพานข้ามคลองบางกอกใหญ่  และเดินตรงไปเล็กน้อย  ให้เลี้ยวซ้าย  และเดินตรงไปเรื่อย ๆ  ก็จะถึงกุฏิฝึกกรรมฐานประชาชื่น  (จุดสังเกต  หน้ากุฏิจะมีต้นไม้ใหญ่น้อย  ปลูกอยู่หน้ากุฏิมากมาย)

(สายรถโดยสารประจำทางที่ผ่านเส้นทางนี้ คือ 42, 68, 108, 103, 80, 81, 91, ปอ.9, และปอ.10)

2.      เข้าทาง ถนนเพชรเกษม 20

      เข้าทางเชิงสะพานบางไผ่  ปากทางเข้า จะมีป้ายชื่อวัดทองศาลางาม อยู่ริมถนน  ให้ผ่านมาตามเส้นทางนี้  ผ่านโรงเรียน  ผ่านวัดทองศาลางาม  และจะถึงวัดกำแพงบางจาก   กุฏิฝึกกรรมฐานประชาชื่น  จะอยู่หลังศาลาวัดหลังใหญ่  (เส้นทางนี้ เหมาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์)

3.      โดยสารเรือ จากบริเวณท่า  ใกล้ ๆ สะพานพุทธยอดฟ้า 

ปากคลองตลาด กรุงเทพมหานคร

 

ขอเชิญฝึกปฏิบัติพระกรรมฐาน แนววิธี กสิณ ได้ที่

อุบาสิกา พิมพา ทองเกลา

          กุฏิฝึกกรรมฐานประชาชื่น  วัดกำแพงบางจาก

ซอยเพชรเกษม 20  แขวงปากคลอง  เขตภาษีเจริญ

กรุงเทพมหานคร 10160  โทร. (02) – 457-0958

ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00 – 22.30 น.  แต่งกายปกติ

          (ควรเตรียมดอกไม้ธูปเทียน เพื่อบูชาพระ ด้วย)

          การฝึกปฏิบัติพระกรรมฐานนั้น ควรมีความตั้งใจจริงจัง ไม่ท้อถอย เอาจริงต่อการปฏิบัติ  และควรเคารพครูอาจารย์ผู้สอนอย่างนอบน้อม และกตัญญู

         

วิธีฝึกปฏิบัติกรรมฐาน แนว กสิณ

          ก่อนฝึกปฏิบัติกรรมฐาน  ให้ผู้ปฏิบัติ กราบ 5 ครั้ง 

          ขอบูชาพระพุทธเจ้า , ขอบูชาพระธรรม , ขอบูชาพระสงฆ์

ขอกราบพ่อ แม่ (ทุกภพทุกชาติ) , ขอกราบครูอาจารย์ ครูอุปัชฌาย์

(ทุกภพทุกชาติ)

    * กรณีผู้ปฏิบัติเป็นชาย ให้ระลึกถึงครูอุปัชฌาย์(ทุกภพทุกชาติ)  ด้วยนั่งสำรวมใจ ให้สงบ  หลับตามองตรงไกลออกไปข้างหน้า  โดยไม่ต้องใช้คำภาวนา หรือกำหนดลมหายใจ    ให้ถือปฏิบัติรอบละ 30 นาทีแล้วพัก 

(หากรู้สึกปวดเมื่อย ก็สามารถเปลี่ยนท่านั่ง  หรือผ่อนคลายอิริยาบถได้)

 

แผนผังเส้นทาง ไปวัดกำแพงบางจาก